มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราชคืบใช้ IRIวัดผิวทางไม่ได้มาตรฐานสั่งรื้อ

Publish 2018-03-27 19:47:23


นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยหลังจากนำสื่อมวลชนดูความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สาย บางปะอิน – นครราชสีมา ว่าโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าไปแล้ว ร้อยละ 32 เร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้ประมาณร้อยละ 5 มั่นใจว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ตามกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ซึ่งกรมทางหลวงมีนโยบายตรวจสอบสภาพความเรียบของผิวทางโครงการก่อสร้างสายทางดังกล่าว เพื่อเพิ่มคุณภาพผลงานการก่อสร้างให้มีความเรียบของผิวทางอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณในการก่อสร้างและโครงการก่อสร้างทางหลวงต้องได้รับการตรวจสอบสภาพความเรียบของผิวทาง  ก่อนการตรวจรับงานจากสำนักวิเคราะห์และตรวจสอบ กรมทางหลวง สภาพความเรียบของผิวทางที่ได้รับการตรวจสอบต้องเป็นตามข้อกำหนด

 

 

1.    สำหรับผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีต สภาพความเรียบของผิวทางต้องมีค่าดัชนีความขรุขระสากล (International Roughness Index: IRI) ไม่เกิน 2.0 เมตร/กิโลเมตร 2. สำหรับผิวทางคอนกรีต สภาพความเรียบของผิวทางต้องมีค่าดัชนีความขรุขระสากล (International Roughness Index: IRI) ไม่เกิน 2.5 เมตร/กิโลเมตร ถ้าผิวหน้าของพื้นคอนกรีตตอนใดไม่สม่ำเสมอหรือไม่ได้มาตรฐานของกรมทางหลวงที่กำหนด ผู้รับจ้างจะต้องรื้อแผ่นพื้นคอนกรีตแผ่นนั้นยาว อย่างน้อย 3 เมตร ตลอดความกว้างและความหนาของแผ่นพื้นคอนกรีตแผ่นนั้นออก แล้วหล่อคอนกรีตให้ใหม่โดยให้มีรอยต่อก่อสร้างตามขวางตามแบบ ทั้งนี้ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

 



อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยต่อว่า สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนของการดำเนินงาน และบำรุงรักษา (Operation and Maintenance:O&M) ในรูปแบบ PPP Gross Cost ของทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 (สายบางปะอิน-นครราชสีมา) และ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 (สายบางใหญ่-กาญจนบุรี) ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (22 ส.ค.60) มีมติเห็นชอบให้กรมทางหลวงดำเนินการนั้น กรมทางหลวงมีแผนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 ตามกำหนดการดังนี้

 

 



- เดือนมีนาคม ประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน- เดือนเมษายน ขายซองเอกสาร
- เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม เอกชนจัดทำเอกสารและยื่นข้อเสนอ
- เดือนกันยายน – ตุลาคมประเมินข้อเสนอ / เจรจาต่อรอง
- เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ตรวจร่างสัญญาและเสนอขออนุมัติผลการคัดเลือก
- เดือนมกราคม 2562 เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบและลงนามสัญญา

 

 

ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคต่างๆของประเทศ ได้อย่างสมบูรณ์มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ แก้ไขปัญหาจราจรระหว่างภาค ส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าไปยังทั่วทุกภูมิภาค เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

 


เรียบเรียงโดย : เนตรณดา จักษุสุวรรณ